วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

ส่ง Animation

กำเนิด KFC

ผู้พันฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส

ผู้นำในดวงใจที่เต็มไปด้วยความอดทนและพยายาม มุ่งมั่นจนสำเร็จ แบบอย่างในดวงใจที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเรา ประสบความสำเร็จในชีวิตในที่สุด
เรื่องราวของการกำเนิด ไก่ KFC กับความสามารถของผู้นำในดวงใจคนนี้ “ความตั้งใจเล็ก ๆ ที่ยังเหลืออยู่”
พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง
เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความ สุขอยู่ได้ไม่นานนัก อายุ 20ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป เพราะทนใช้ชีวิตกับ เขาไม่ได้
ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว แต่เขาก็ยังต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลว เหมือนเดิม
เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมายแต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี
แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง (แล้ว)
แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง !แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมด สิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือการทำอาหาร
ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้าน กาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่งแต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา
ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร แต่เขากลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขาเขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ
เขาเปลี่ยนความ คิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ เพราะเขารักและคิดถึงเธอเหลือเกิน เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตนเขาวางแผน ทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว
ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของเขา
เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ ‘ลักพาตัวเธอ!’
แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้นและตระหนก อยู่บ้าง
แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขา มีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา …วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย
แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว เขารู้สึกเหมือนคนที่พ่ายแพ้ต่อโชคชะตารู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะ ต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต
แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนอายุ 65 ปี
วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์ (ราวสี่พันบาท)เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้วทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิต อยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล
มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้ชีวิตของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนาน
เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแลเขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า ‘ จะฆ่าตัวตาย ‘เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม
แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญาเขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมีและสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่
เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสักอย่างเลย !(เพิ่งนึกได้)
เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่ ! เขารู้วิธีปรุงอาหาร ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขาอยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง
ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ
เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคนและทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา
เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87ดอลลาร์จากเช็คประกันสังคมฉบับต่อไปของเขา
ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้ น เขาซื้อกล่องเปล่าและ ไก่จำนวนหนึ่ง
จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟนั้น
เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา
แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์สราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง
ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปีเขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ
เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร์ส เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้นผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน
จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือมันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ ‘สู้ต่อ’ หรือ ‘ยอมแพ้’
สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของ ชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จ

8 นิสัย สมองพัง

เรื่อง รู้ไว้ นิสัย 10 อย่าง ที่ทำให้สมองพัง
1. ไม่ทานอาหารเช้าหลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม
2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น (เช่น เทพธิดาดิว เป็นต้น)
3. การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
4. ทานของหวานมากเกินไป การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง
5. มลภาวะสมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
6. การอดนอนการนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้
7. นอนคลุมโปงการนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว

สิงโตกับกวาง

นิทาน สิงโตกับกวาง
ครั้งหนึ่งยังมีวัวอยู่สามตัว เป็นเพื่อนที่ดีมีความเกี่ยวข้องที่สามัคคีต่อ กัน มันทั้งสามอาศัยอยู่ในทุ่งกว้างที่ป่าใหญ่อัฟริกา มันทั้งสามตัว จะไปไหนมาไหนไม่ว่าจะเป็นเวลากินหญ้าหรือแม้แต่ในเวลานอน ก็จะอยู่ในที่ที่ใกล้ ๆ กันอยู่ตลอดเวลา มีอยู่ในวันหนึ่ง ในขณะที่วัวทั้งสามตัวกำลังรวมกลุ่มกันยืนกินหญ้าอยู่นั้น ก็เกิดได้มีสิงห์โตหิวโซตัวหนึ่งเดินผ่านมาและได้เห็น มันหมายที่จะบุกเข้าจับกินเป็น เหยื่อว้าว! พวกมันดูน่าอร่อยมากเลยทีเดียว แต่วัวทั้งสามตัวได้ร่วมพลัง กันกางเขายืนจังกล้าหันหน้าเข้าปะทะกับสิงห์โตอย่างไม่มีทีท่าว่าจะกลัวเกรงแต่ อย่างใด ม่อๆๆ กางเขาหันหน้าสู้กับสิงห์โต ห้ามแยกจากกันเป็นอันขาด
There was three oxen who have good relations in the prairie of Africa. They were always together with playing, eating grass, and sleeping. One day, when the oxen were eating grass, a lion attacked to them. Wow! They look so delicious. Three oxen were adhereing each other. Moow, Turn the horns to the lion, without separateing each other.
สิงห์โตจึงไม่สามารถที่จะเข้าไปในที่ที่ใกล้ ๆ และทำอะไรพวกมันได้เลยสักนิด เพราะฉะนั้นสิงห์โตจึงทำได้ก็แต่แค่เพียงเดินเมียงมองอยู่ในที่ห่าง ๆ และรอบ ๆ ได้แต่เพียงอย่างเดียว มันเฝ้ารอคอยเพื่อหาโอกาสที่จะบุกเข้าโจมตี แต่แล้วก็ต้อง เลิกลาและถอยห่างออกไปในที่สุด ถ้าพวกเราร่วมมือสามัคคีกันแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวอ้ายสิงห์โตตัวนั้นเลยสักนิ สิงห์โตรู้สึกอับอาย เป็นอย่างมาก ที่ไม่สามารถที่จะกินวัวทั้งสามตัวพวกนั้นได้
A lion could not approach even a step. Therefore, walking around the oxen, he was waiting for the chance to attack, but gave up and go away at last. If we cooperate each other, we dont need fear to even a lion. The lion was very mortifying because he could not eat an ox.[/size]
มันน่าที่จะมีหนทางอะไรที่ดี ๆอยู่บ้างนะ สิงห์โตพยายามใช้ความคิด อ้อ ข้ารู้แล้ว.. ! ว่าด้วยเหตุใดข้าถึงได้บุกเข้าไปจับกินพวกมันไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นเพราะว่าพวกมันมีความสามัคคีกันนั่นเอง,,, ดังนั้นก่อนอื่นใด ข้าก็จำเป็นที่จะต้องจัดการทำให้พวกมันแตกแยกขาดความ สามัคคีต่อกันแล้วตอนนั้นแหละ ข้าก็จะกินพวกมันได้ทีละตัว ๆ อย่างง่าย ๆ นั่นไง ใช่แล้ว ! และเมื่อมันคิดได้ดังนั้นแล้ว สิงห์โตก็ได้ย้อนกลับมาปรากฏตัวในที่ ทุ่งกว้างที่พวกวัวทั้งสามอยู่อีกครั้งหนึ่ง ดีมากดูสิ..นั่นพวกมันกำลังแยกกันออกไปยืนกินหญ้าอยู่ในที่ที่ห่าง ๆ อยู่พอดีเลยทีเดียวเชียว
What is the good way for it? The lion thought hard. Now I know! I can not attack oxen because they cooperate together. I will separate them and eat them one by one. lion came to the prairie in which oxen are present. Good. Look ! All of them are eating grass, parted.
สิงห์โตรีบเดินไปในที่ที่ใกล้ ๆ กับวัวตัวสีแดงก่อนอื่นใด แล้วกระซิบด้วย เสียงที่อ่อนหวานที่สุดว่า นี่นี่..นายสีแดง เราต้องขอยอมแพ้ในความเก่งกาจของ พวกท่านแล้วหละ เพราะพวกท่านนั้นทั้งเก่งทั้งแข็งแรง..เราขอนับถือ..แต่ว่านะ..เราอยาก รู้จังเลยว่าท่านทั้งสามนั้นใครคือผู้ที่เก่งและแข็งแรงที่สุดในฝูงล่ะ วัวตัวสีแดงจึงพูดว่า พวกเรานั้นทั้งเก่งและแข็งแรงด้วยกันทั้งสามนั่นแหละ สิงห์โตทำท่าทีเป็นตกใจ จริงน่ะ???แต่ที่ข้าได้ยินมาจากวัวตัวอื่นนั้น..มันไม่ใช่อย่างเช่นที่ท่านพูดนี่ !
The lion approached the red ox and said with the easy voice. Mr. red, I was defeated by the power of you all. I never attack any longer. By the way, who is the strongest ox in you all. All three of us are as strong. the red ox answered. Really? The others had not said such a thing.
วัวตัวสีแดงรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก จึงได้ถามไปว่า แล้วพวกนั้นพูดว่าอย่างไร??สิงห์โตจึงได้ทีพูดว่า วัวตัวสีดำนั้นบอกว่ามันนั้นทั้งเก่งและ แข็งแรงที่สุดในฝูง แล้วยังได้บอกอีกด้วยว่าถ้าไม่มีมันแล้ว รับรองว่า วัวตัวสีแดงกับวัวตัวสีน้ำตาลจะต้องโดนสิงห์โตกินไปนานนมแล้วเสียด้วยนะ.. อะไรนะ? ทำไมมันถึงได้พูดในสิ่งที่ห่วยและแย่มาก ๆ อย่างเช่นนี้ได้ ยังไง!วัวตัวสีแดงเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ให้เป็นโกรธเป็นอย่างมาก
The red ox Being surprised, the red ox asked. What did they say? The lion said. The black ox there said that he is the strongest one, and if he was not here, the red and the brown had been eaten by a lion already. What? Did he say such a awful thing? The red ox had got angry very much.
แล้วในที่สุด,สิงห์โตก็ได้ไปพูดบอกหลอกลวงแบบเช่นนี้กับวัวตัวสีน้ำตาล แล้วก็แน่นอนเหมือนกันกับวัวตัวสีดำอีกด้วยนี่ นี่ วัวตัวสีน้ำตาลท่านได้ ฟังแล้วหรือยัง? ว่าวัวตัวสีดำพูดว่า มันนั้นต้องมีหน้าที่ดูแลป้องกันภัย ให้กับวัวทั้งสอง เพราะว่าวัวทั้งสองตัวนั้นทั้งอ่อนแอและทำอะไรที่เป็น ประโยชน์ไม่ได้เสียเลย.. ม่อๆๆๆโอ้ยนี่ข้าโกรธแล้วด้วยนะ! สิงห์โต พูดหลอกลวงแบบนี้กับวัวทั้งสามตัวตามแผนการณ์ได้อย่างแนบเนียนมากเสียด้วยสิ
Finally, the lion went to thes place, after the black bull was deceived., Did you hear it? The black ox said that he have protected you two by only himself, and you are weakling and not useful. Moow! Ive got angry! The lion was pleased to deceive the oxen well.
แล้วหลังจากนั้นในที่สุด..ที่ทุ่งกว้างของป่าใหญ่ก็เป็นอันได้เกิดการต่อสู้กันขึ้นมา เสียแล้วเริ่มต้นจากวัวตัวสีดำก่อนเลย มันตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังว่ามาเลย เราจะต้องมาสู้แข่งขันกัน เพื่อให้รู้ให้แน่ชัดเสียเดี๋ยวนี้ ว่าใครคือผู้ที่เก่งและแข็งแรงที่สุดในฝูง วัวตัวสีแดงก็เหมือนกันก็พูดขึ้นด้วยความโมโหว่า ตัวที่เก่งและแข็งแรงที่สุดก็คือข้า! มันทั้งสามตัวจึงเริ่มต่อสู้กัน..โดยใช้เขาอันแหลมคมของพวกมันนั้นเอง..เสียบแทง ซึ่งกันและกันอย่างไม่ยอมลดละให้กันและกันเลยสักน้อยนิดเสียด้วย
Now in the prairie, oxen started fighting. In the beginning, the black ox shouted. We will decide by duel, about the strongest ox in us. Red ox said, too. I wont be defeated by you. Come on! is also angry furiously. The strongest is me. Three oxen began to fight, jabbing their horn.
ม่อๆๆม่อๆๆ..ม่องเท่งสิ สัตว์ทั้งสามตัวจึงมีอันต้องนองและเต็มไปด้วยเลือด มันทั้งสามตัวได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างมากและอ่อนแรงลงอย่างไม่ได้สติ จากการต่อสู้ม่อๆๆ..ข้าไม่ปรารถนาที่จะอยู่กับพวกเจ้าอีกต่อไป ทั้ง ๆ ที่เคยมีความสามัคคีและเป็นมิตรที่ดีต่อกัน แต่แล้ววัวทั้ง สามตัวก็จำต้องมาแตกแยกขาดความสามัคคีเป็นมิตรที่ดีต่อกันและกันไปในที่สุด และในตอนนั้นสิงห์โตก็ยิ้มด้วยความพอใจ เพราะได้โอกาสเข้าไปจับกิน พวกวัวที่อ่อนแรงใกล้ตายได้ทีละตัว ทีละตัว สมใจสบายโก๋ไป ตั้งสามวันเต็ม ๆเลยทีเดียว
Moow ! Moow! Three animals have been bloody, pierced by horns of each other. They are already wholly unconscious. Moow. I cant be with you any longer. The oxen which had good relations got separate. The lion was pleased !, and he attacked one by one, and ate steaks of them in three days.
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.
นิทานเรื่องเล่าเรื่องนี้..ได้เล่าถึงวัวที่คือผู้ที่ได้รับการหลอกลวง จากสิงห์โตที่กุข่าวลือขึ้นมาจนทำให้ต้องมาแตกขาดความสามัคคีและความ มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน จงให้ความสำคัญและให้ความเชื่อใจ กับคนหรือ เพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
This is the tale, of oxen who were deceive by the words of a lion and lost

ขุมทรัพย์ในไร่องุ่น

ขุมทรัพย์ในไร่องุ่น The left-behind treasure (สมบัติที่ซ่อนเร้นไว้ให้)


นานมาแล้ว...ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพ่อผู้ที่ขยันขันแข็งทำงาน เป็นอย่างมากอยู่ผู้หนึ่ง อาศัยอยู่กับพวกลูกชายที่แสนที่จะขี้เกียจเป็นอย่างมาก ของเขา ผู้เป็นพ่อจะตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ และก็จะลงมือทำไร่ซึ่งก็เป็นไร่องุ่นเพื่อนำมาทำ เหล้าไวน์ จนถึงเวลาค่ำมืดอยู่เป็นประจำ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ลูกชายคนโตสุดของเขาก็ชอบแต่ที่จะกินอย่างเดียวเพราะเป็นคนที่ตะกละ, ลูกชาย คนที่สองก็เป็นคนที่ออกจะขี้เกียจวัน ๆจะเอาแต่นอนโดยไม่คิดที่จะช่วยทำอะไรเลย สักอย่าง...ส่วนลูกชายคนที่สามก็เป็นคนที่ชอบที่จะเที่ยวเล่นเป็นอย่างมาก



ลูกชายคนที่สี่ก็เช่นกัน เป็นพวกขี้เมาจะชอบแอบดื่มเหล้าไวน์ที่พ่อของเขาผลิต ขึ้นนั้นอยู่เป็นประจำ ผู้เป็นพ่อต้องได้รับแต่ความเสียใจเป็นอันมาก " ทำไมพวกเจ้าถึงได้ขี้เกียจไม่ชอบ ทำงานกันอย่างนี้เล่า?? ตอนนี้ที่ไร่องุ่นของพวกเรานั้นกำลังเหี่ยวเฉาและโรยรา แม้แต่ ผลองุ่นสักผลเล็กๆ ก็ไม่มีออกมาให้เห็นอยู่อย่างเช่นนี้แล้ว ทำไมพวกเจ้าจึงได้นิ่งดูดาย เปลี่ยนหัวใจหันกลับมาขยันทำงานกันสักทีสิ! " แต่ว่าไม่ว่าพ่อของพวกเขาจะพูดตักเตือนขอร้อง ดุด่าว่าอย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิมไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลง




แล้ววันหนึ่งในที่สุด...ผู้เป็นพ่อซึ่งแก่ชรามากแล้วของพวกเขาก็เกิดล้มป่วยลง เจ็บคราวนี้แกรู้ตัวว่า กำลังใกล้จะตายเต็มทีแน่แล้ว และก่อนที่ แกใกล้จะหมดลมหายใจ แกก็ยังห่วงลูก ๆจอม ขี้เกียจทั้งสี่ของแก เป็นอย่างมากและได้เรียกเข้ามาสั่งเสียที่ข้างเตียงนอนว่า " พ่อคงอยู่ ต่อไปได้อีกไม่นาน เพราะฉะนั้นพ่อจะบอกสิ่งที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับที่ซ่อน สมบัติมหาศาลกับพวกเจ้า " " สมบัติอะไรหรือพ่อ??"



ลูกชายทั้งสี่ทั้งตกใจและแปลกใจ...จึงได้ถามซ้ำอีกครั้งว่า "บ้านเรา มีสมบัติซ่อนไว้ด้วยหรือพ่อ??" " ใช่แล้ว..มันเป็นสมบัติของพวกเจ้า พ่อได้แอบซ่อนเพชร,ทองและเงินเอาไว้ที่ในไร่องุ่น..โอ้! แต่ตอนนี้พ่อช่าง ทุกข์ทรมานเหลือเกิน..." " พ่อ!!อย่าเพิ่งตายสิ ไหนกรุณารีบ ๆ บอกพวกเรา เร็ว ๆด้วยว่าพ่อซ่อนสมบัติพวกนั้นไว้ในที่จุดไหนของไร่องุ่นล่ะ..พ่อ" แต่พ่อ ด้วยหมดกำลังลงเสียแล้ว และได้ขาดใจตายไปเสียแต่ตอนนั้น " พ่อ โธ่ พ่อ... อย่าเพิ่งจากพวกเราไปเลย..ฮื่อๆๆๆ"



" อ้า...พ่อได้ตายลงไปเสียแล้วโดยไม่ทันได้บอกพวกเราถึงที่ซ่อน สมบัติเสียด้วย..มันเป็นสิ่งที่ช่วยอะไรไม่ได้ ดังนั้นพวกเราต้อง ไปที่ไร่องุ่นแล้วขุดพลิกแผ่นดินหาเอาเอง..." เมื่องานศพของพ่อได้ผ่านไปแล้ว...ลูกชายทั้ง 4 ก็ลงมือและตั้งหน้าตั้งตาขุดดินในไร่องุ่นเพื่อหาสมบัติตามที่พ่อได้บอกไว้ก่อนตาย ในทุก ๆวัน " ว๊อย..วันนี้ก็ไม่พบสมบัติอีกตามเคย!" ทั้งสี่ตั้งหน้าตั้งตาขุดและขุด อย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อหาสมบัติจนเกือบจะทั่วทุกหนทุกแห่งที่มีในไร่องุ่นนั้นเลยทีเดียว



เมื่อเวลาผ่านไป...ผืนแผ่นดินในไร่องุ่นที่พวกเข้าตั้งหน้าตั้งตาขุดเพื่อหาสมบัตินั้น ก็เปรียบเสมือนกับได้โดนขุดไถและพรวนดินเป็นอย่างดี ดังนั้นต้นองุ่น ที่มีอยู่มากมายในไร่ ก็บรรดาลให้ออกดอกออกผลออกมาให้กับพวกเขา อย่างมากมาย ...ลูกชายทั้งสี่จึงหันมาผลิตเหล้าไวน์ขายตามพ่อของเขา และได้กลับ กลายเป็นผู้ที่ร่ำรวยขึ้นมาหลังจากนั้น...และพวกเขาก็เพิ่งจะมารู้ดีเอาตอนนี้ แล้วแหละว่า " สมบัติที่พ่อ พูดถึงนั้น มันมิได้หมายถึงสมบัติที่มีจริง ๆ หากแต่มันหมายถึง ความสามัคคี,ความขยันขันแข็งเอาหยาดเหงื่อแรงงานเข้าแรก ในผืนแผ่นดินที่พ่อ ของพวกเขาได้เหลือทิ้งเอาไว้ให้เป็นสมบัติที่จะทำให้มีกินมีใช้ไม่มีวันหมดมากกว่านั่นเอง "



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....
ถ้าเราขยันตั้งหน้าตั้งตาทำงานเป็นอย่างดีแล้วละก็ สิ่งที่จะได้มาก็คือความสุข,ความสมหวัง...

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

กลอนรัก

กลอนวันวาเลนไทน์

หากความรักคือความทุกข์
แล้วความสุขคืออะไร
หากความรักคือความเสียใจแล้ว
ทำไมใยใจยังต้องการ

กลอนกวนๆ

ค.คิดถึง
ว.ไว้ใจ
ย.ยั่งยืน
เพราะฉนั้น รักเธอต้องมี ค.ว.ย.
ใต้แสงไฟเราสองต้องใกล้ชิดแนบสนิทชิด
แน่นทั้งแขนขากอดอัดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่ทุกครา
จนเวลาห้ายกครบก็จบกัน
---ของขวัญ----
ยิ้มก่อนอ่าน
ตาหวานก่อนเปิด
ข้างในมีระเบิด
ตายซะเถิดคนอ่าน